แก่นตะวัน สุดยอดสมุนไพร ที่ควรรู้จัก

 

แก่นตะวัน สุดยอดสมุนไพร ที่ควรรู้จัก

         แก่นตะวัน เมื่อฟังจากชื่อทำให้หลายคน มักจะตั้งคำถามว่าเกี่ยวข้องอะไรกับทานตะวัน หรือ

จะเป็นชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งของทานตะวัน ซึ่งทำให้เข้าใจผิดกันได้ง่าย ในความจริงแล้ว ตาม

ประวัติ แก่นตะวัน มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการในภาษาอังกฤษว่า “Jerusalem Artichoke”

หรือ “ Sunchoke”  มีต้นกำเนิดในอเมริกาเหนือที่ ชาวอินเดียนแดงปลูกไว้กินเหง้าหัวเป็นอาหาร

และยา และทหารอเมริกาที่ไปตั้งฐานทัพประจำอยู่ในคานาดาสมัยทำสงครามต้นศตวรรษที่ 17

(ค.ศ. 1603) ได้พบแล้วนำมาเป็นอาหารและกล่าวขวัญว่าเป็นมันจากทานตะวันป่าที่สวยงาม เป็น

อาหารหล่อเลี้ยงบำรุงร่างกาย เป็นอาหารจานด่วนที่แค่ปอกเปลือกหัวมันแล้วกินสดได้ทันที จาก

นั้นสิบสามปีต่อมาคือปี ค.ศ. 1916 ก็มีการนำเข้าไปเพาะปลูกในยุโรปโดยชาวฝรั่งเศสจนมีชื่อเสียง

เลื่องลือขึ้นในศตวรรษที่ 20 จากการค้นพบคุณสมบัติในการรักษาโรคเบาหวาน กระทั่งปัจจุบันที่

สามารถวิเคราะห์ส่วนประกอบในหัวแก่นตะวันได้อย่างละเอียด ทำให้เล็งเห็นประโยชน์

อย่างมหาศาลในการผลิตแก่นตะวัน จนได้รับขนานนามว่าเป็นพืชแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ฟ้าประทาน

มาให้มนุษยชาติ และผลักดันให้มีการเพาะปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ของโลกโดยเริ่มแพร่หลายไป

ทั่วภูมิภาคอเมริกา ยุโรป รวมทั้งออสเตรเลียและอีกหลายประเทศในเอเชีย

          โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่รักความสวยงามและสุขภาพเป็นอย่างมาก ยกความ

สำคัญให้กับแก่นตะวันยามผลิดอกว่าเป็นสัญลักษณ์ของการเยี่ยมเยือนเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงและ

ขนานนามว่าเป็น “เจ้าหญิงทานตะวัน (hime-mawari)” เพราะมีดอกงดงามที่สุดในจำนวนพืชสกุล

ทานตะวัน ทั้งยังเป็นพืชพรรณยอดฮิตที่ทำรายได้อย่างมากมายให้กับเกษตรกร ญี่ปุ่นในยุคนี้อีก

ด้วย โดยมีชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่นว่า “คิขุอิโหมะ (kiku-imo)” หรือ มันเบญจมาศ เพราะเป็นพืช

ตระกูลเดียวกับเบญจมาศ มีดอกสีเหลืองสวยงาม และ มีส่วนต้นใต้ดินเป็นหัวมันกินได้คล้ายมันฝรั่ง

ในประเทศญี่ปุ่นมีการพบเห็นพืชตระกูลนี้มาเป็นเวลาช้านาน แต่ในความจริงไม่ได้เป็นพืชท้องถิ่นของ

ญี่ปุ่นแต่อย่างใด แต่มีการกล่าวขานว่านำเข้ามาครั้งแรกในสมัยเอโด๊ะเทียบกับไทยคือตั้งแต่ปลาย

สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าใดนัก จนมีการนำเข้ามีอีกในต้นสมัยจักรพรรดิเมจิที่

เทียบได้กับประมาณช่วงสมัยสมเด็จพระปิยมหาราช (รัชกาลที่ 5 ) ของประเทศไทย และระหว่าง

สงครามโลกครั้งที่สอง ทหารอเมริกานำเข้ามาใช้เป็นอาหาร กระทั้งสิ้นสุดสงครามชาวญี่ปุ่นก็ได้

อาศัยหัวเบญจมาศเป็นอาหารประทังชีวิตที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง เนื่องมาจากความขาดแคลนที่เป็น

ผลพ่วงมาจากสงคราม จวบจนปี ค.ศ. 1990 กระแสความนิยมบริโภคอาหารเสริมสุขภาพเริ่มมาแรง

และ จากการเผยแพร่สรรพคุณในการรักษาโรคเบาหวาน ลดความดัน อันเป็นโรคของประเทศ

ร่ำรวย ทั้งยังเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่วิเศษขนานหนึ่ง จึงทำให้เกิดความต้องการในการบริโภคเพิ่ม

ขึ้นอย่างรวดเร็ว

          แก่นตะวันถูกนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2515 โดย รศ.ดร. สุรพงษ์

โกสิยะจินดา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา และขณะนั้นได้ให้

ชื่อพืชชนิดนี้ว่า “แห้วบัวตอง” แต่บางคนก็เรียกว่า “ทานตะวันหัว” ซึ่งช่วงนั้น ยังไม่ได้รับความนิยม

อาจเป็นเพราะการปลูกที่ไม่ค่อยได้ผลนักต่อมาในปี พ.ศ. 2544 รศ.ดร. เยาวมาลย์ ค้าเจริญ แห่ง

คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ได้นำแก่นตะวันมาจากประเทศแคนาดา เข้ามาปลูกที่

จังหวัดขอนแก่นเพื่อใช้ทดลองเป็นอาหารสัตว์ ซึ่งพบว่า พันธุ์ที่นำเข้ามาปลูกสามารถเติบโต และ

ให้ผลผลิตต่อไร่สูง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2547 รศ.ดร. สนั่น จอกลอย แห่งคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่ง

ขณะนั้นได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแก่นตะวันจาก รศ.ดร. เยาวมาลย์ ค้าเจริญ ได้ขออนุญาตกรม

วิชาการเกษตรนำเข้าแก่นตะวัน จำนวน 70 สายพันธุ์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และ

เยอรมนี เข้ามาทดลองปลูก ซึ่งได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “แก่นตะวัน” ซึ่งนิยมเรียกมาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งได้

พัฒนาสายพันธุ์ให้เติบโต ต้านทานโรค และให้ผลิตสูงหลายสายพันธุ์ และหลังจากนั้น แก่นตะวัน

จึงได้รับความนิยมเรื่อยมา

                                                                                      อ้างอิงจาก

                                                                    วารสาร แก่นเกษตร ๓๔(๒) : ๑๑๒-๑๒๓ (๒๕๔๙)

                                                                           https://puechkaset.com › แก่นตะวัน